ที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ วางแผนธุรกิจ Scale Up ธุรกิจโต 100 ล้าน

สอนเล่นหุ้น เบื้องต้นพร้อมรู้จักประเภทนักลงทุน

สำหรับมือใหม่หัดเล่นหุ้น นอกจากจะมีความรู้ในการเลือกหุ้นยังไงดี เพื่อที่จะได้หุ้นเด่น หุ้นดี หุ้นที่มีคุณภาพเหมาะกับการลงทุน จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจสไตล์การเทรดของตัวเองด้วย ว่าเราเป็นนักลงทุนที่ชอบลงทุนระยะยาวหรือเก็งกำไรระยะสั้น ถ้าเรามีความเข้าใจสไตล์การลงทุนก็จะช่วยให้เราลงทุนได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิมและเลือกซื้อหุ้น รวมถึงเลือกกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างเหมาะสม เพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ วันนี้เราจะมา สอนเล่นหุ้น พร้อมพามาเช็กตัวเองกันหน่อยว่าเราเป็นนักลงทุนสายไหน

2 ประเภทหลักของนักลงทุนหุ้น

โดยทั่วไปแล้วในตลาดการลงทุนหุ้นในปัจจุบันจะแบ่งประเภทของนักลงทุนออกเป็น 2 ประเภทหลักๆตามแนวคิดในการวิเคราะห์การคำนวณจุดซื้อขายที่แตกต่างกัน ได้แก่

นักลงทุนสายพื้นฐาน (Value Investor : VI)

นักลงทุนสายนี้จะเลือกลงทุนในหุ้นที่มีคุณค่าโดยหลักสำคัญในการวิเคราะห์เลือกหุ้นจะเลือกจากปัจจัยพื้นฐาน ตั้งแต่งบการเงินไปจนถึงผลการดำเนินงานย้อนหลัง จากนั้นจะนำมาประเมินหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นเพื่อนำมาตัดสินใจว่าจะเข้าซื้อหรือขายออกไปในราคาที่เท่าไหร่จึงจะทำกำไรได้ดีที่สุด โดยทั่วไปนักลงทุนสายนี้จะลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว

สอนเล่นหุ้น แบบนักลงทุนสาย VI

ลงทุนสาย VI จะวิเคราะห์ภาพรวมของบริษัทที่จะลงทุนผ่านการวิเคราะห์ 2 แบบ ได้แก่

  1. วิเคราะห์เชิงคุณภาพ เป็นการวิเคราะห์โดยการประมวลผลความคิดไม่ใช่ในลักษณะของตัวเลขแต่อาจจะวิเคราะห์จากข้อมูลภายนอกอื่น ๆ เช่น กลุ่มผู้บริหารบริษัท กลุ่มคู่แข่ง ภาพลักษณ์ของบริษัท เป็นต้น
  2. วิเคราะห์เชิงปริมาณ เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงตัวเลข เช่น ผลการดำเนินงานย้อนหลัง งบดุลกำไรขาดทุน เปอร์เซ็นต์ปันผลที่จ่าย ไปจนถึงดูงบกระแสเงินสดของบริษัท

ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยที่พูดมา นักลงทุนสาย VI สามารถนำมาวิเคราะห์ก็สามารถนำไปสู่การคาดการณ์ผลตอบแทนในอนาคตของบริษัทได้

นอกจากนี้นักลงทุนสาย VI ยังมีเทคนิคในการเลือกหุ้น โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบได้แก่

  1. Top – Down Analysis : รูปแบบการวิเคราะห์ที่จะวิเคราะห์ตั้งแต่ภาพรวมที่ใหญ่ก่อน จากนั้นพิจารณาภาพรวมเล็ก ๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบต่อ ๆ มา โดยสิ่งแรกที่นักลงทุนสาย VI = จะดูนั่นก็คือสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของโลก แล้วทำการวิเคราะห์ว่ามีอุตสาหกรรมใดบ้างที่จะได้รับประโยชน์จาก Mega Trend ของเศรษฐกิจในขณะนั้น เพื่อที่จะเลือกลงทุนในบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีโอกาสจะได้รับประโยชน์มากที่สุด และหลีกเลี่ยงอุตสาหกรรมที่จะไม่ได้รับการเอื้อประโยชน์หรือสวนทางกับ Mega Trend
  2. Stock Value Analysis : การวิเคราะห์มูลค่าหุ้น ซึ่งสามารถพิจารณาได้จากอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) โดยทั่วไป หากมีค่า P/E ที่ต่ำ แสดงว่าหุ้นตัวมีแนวโน้มที่กำไรจะลดลง เป็นการหามูลค่าที่แท้จริง นักลงทุนก็จะสามารถเข้าซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม ส่วนใหญ่จะนำไปเทียบกับค่า P/E เฉลี่ยของธุรกิจที่ทำประเภทเดียวกัน เพื่อร่วมพิจารณาว่าหุ้นตัวนั้นถูกหรือแพงกว่าค่าเฉลี่ย

นักลงทุนสายเทคนิค (Technical Investor)

จะเชื่อในศาสตร์ของตัวเลขโดยจะศึกษาและวิเคราะห์แนวโน้มของราคาหุ้นโดยการอ่านกราฟ และ ตัวชี้วัดต่างๆ เป็นหลัก จะร่วมพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับพื้นฐานของบริษัทที่จะลงทุนในภายหลัง โดยทั่วไปนักลงทุนสายนี้จะลงทุนในระยะสั้นเน้นเก็งกำไรรายวันหรือรายสัปดาห์

สอนเล่นหุ้น แบบนักลงทุนสายเทคนิค

โดยกราฟพื้นฐานที่นักลงทุนสายเทคนิคจะใช้เครื่องมือ 3 ตัวนี้ในการวิเคราะห์กราฟก่อนตัดสินใจลงทุน ได้แก่

  1. เส้นแนวโน้ม (Trend Line) : เป็นเครื่องมือที่นักลงทุนพิจารณาจากตีเส้นตรงด้วยการกำหนดจุด 2 จุด แล้วตีเส้นเชื่อมเข้าหากัน เพื่อให้รู้ทิศทางความเคลื่อนไหวว่าราคาหุ้นเคลื่อนไหวอยู่ในแนวโน้มใด ซึ่งผลลัพธ์จะเป็น Uptrend ราคาหุ้นขาขึ้น หรือ Downtrend ราคาหุ้นขาลง
  2. เส้น EMA (Exponential Moving Average) : เป็นเครื่องมือที่นักลงทุนต้องพิจารณาจากดูการตัดกันขึ้น – ลงของเส้น EMA โดยเส้น EMA คือ เป็นเส้นค่าเฉลี่ยการเคลื่อนที่แบบเอ็กโพเนนเชียล โดยคิดค่าเฉลี่ยจากราคาปิดหุ้นย้อนหลัง โดยถ่วงน้ำหนักช่วงวันท้าย ๆ เป็นหลัก มีทั้งแบบ 5, 10, 25, 75 ไปจนถึง 200 วัน
  1. RSI (Relative Strength Index) : เป็นเครื่องมือที่นักลงทุนใช้พิจารณาดูสภาวะการซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold) ของหุ้น จากเส้นกราฟที่พุงขึ้นหรือลงแตะจุด Overbought หรือ Oversold หากมีการขายมากเกินไปนับว่าเป็นจังหวะเหมาะกับการเข้าซื้อหุ้น ในขณะที่หากมีการซื้อมากเกินไปนับว่าเป็นจังหวะเหมาะกับการขายหุ้น

หลังจากทราบเรื่องของประเภทนักลงทุนแล้ว ก็ลองพิจารณาดูว่าตัวเราเองดูว่า เราเหมาะกับการลงทุนแบบไหนมากกว่ากัน โดยให้ดูทั้งในเรื่องของอุปนิสัยในการลงทุน วัตถุประสงค์ในการลงทุนและระยะเวลาในการลงทุน

ซึ่งจะบอกว่าทั้ง 2 วิธีการลงทุนนั้นสามารถทำกำไรได้ทั้งคู่ หรือถ้าหากใครรู้สึกว่าตัวเองถนัดที่จะนำทั้ง 2 รูปแบบการลงทุนมาประยุกต์ใช้ร่วมกันนั่นก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีทีเดียว ในการหาหุ้นที่มีศักยภาพและหาจุดซื้อ – ขายหุ้นที่เหมาะสมได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าเราจะเลือกรูปแบบการลงทุนแบบไหนก็ควรจะต้อง ศึกษาหาข้อมูลวิธีการลงทุนในรูปแบบนั้นให้ถ่องแท้

Scroll to Top